ความฝันหยั่งรากในเงามืด พลังอำนาจพื้นฐานของผืนดิน

บทความโดย Unun Worawan

ที่มาภาพ : Xusenru จาก Pixabay

“…รู้สึกถึงร่างกายของเราที่หยั่งรากลงไปในผืนดิน

 รู้สึกถึงพลังงานจากผืนดินที่เข้ามาสู่ร่างกาย ผ่านทางเท้า และปลายกระดูกสันหลัง

หายใจจากท้องส่วนล่างของเรา

รู้สึกถึงลมหายใจ ที่ลื่นไหลเข้ามาในร่างกาย ผ่านทางกระดูกสันหลัง ท้องส่วนล่าง เข้าสู่หัวใจ

รู้สึกถึงหัวใจที่เปล่งประกาย ไปทางไหล่ทั้งสอง และแขนทั้งสอง และมือทั้งสอง

ให้พลังงานนั้นขึ้นมาผ่านลำคอ ส่วนหัว ตาที่สาม

ผ่อนคลายและรับรู้ถึงพลังงานที่ผ่านไป ปล่อยให้ขึ้นไปบนส่วนหัวของเรา

เปรียบดัง กิ่งก้านสาขาของต้นไม้ที่ลู่ลมและทิ้งกิ่งก้านกลับมาที่ผืนดินอีกครั้ง

โอบล้อมเรา ปกป้องเรา…”

ถอดความจากหนังสือ “Dreaming the Dark”, by Starhawk

เชื่อว่า ทุกคนเคยมีความฝัน ความฝันเกิดขึ้นในช่วงที่ร่างกายและสมองเราผ่อนคลายถึงจุดหนึ่ง เราก็จะฝัน และแน่นอนว่า ตาเราต้องหลับลงจนทุกอย่างมืดสนิทเสียก่อน ความฝันจึงจะเกิดขึ้นได้ หลายๆคนมีความใฝ่ฝัน ว่าอยากจะเป็นโน่นเป็นนี่ ทำนั่นทำนี่ แต่กลับหลงลืมไปว่า ความฝันจะงอกงามได้ก็ต่อเมื่อเราหลับตาลงแล้วเท่านั้น ฟังดูย้อนแย้งไร้เหตุผล แต่ความจริงก็คือ เราอยากจะไขว่คว้าห้วงแห่งความฝันนั้นเพื่อฉวยมาใช้ในยามตื่น แต่แท้จริงแล้วความตื่นก็เป็นสภาวะจากความฝันนั่นแหละ

เริ่มงงกันแล้วใช่มั้ย?

ความฝันก็เหมือนอำนาจภายในของเรา เราอยากที่จะมีพลังอำนาจวิเศษที่จะดลบันดาลให้อะไรเป็นไปอย่างที่ใจคิด แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงบ่อยครั้งที่เรารู้สึกไม่มีอำนาจใดใด ต้อยต่ำ ไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองโดยปราศจากการเกื้อหนุนใดใด เราต้องการพลังงานที่เกื้อหนุนเรา พลังงานที่เราไม่อาจหยั่งรู้ได้ เหมือนพลังงานที่เราเสกขึ้นมาได้เวลาที่เราต้องการนั่นแหละ แต่มันก็ไม่ได้มาด้วยการไข่วคว้าหรือเสาะหา อำนาจภายในก็ไม่อาจได้มาด้วยการมองหาภายนอก ความฝันอาจจะธรรมดาเกินไปจนเราลืมไปแล้วว่า เราต้องหลับตาและเข้าสู่ความมืดเสียก่อน

ถ้าเราเทียบความฝันคืออำนาจภายใน เรากลับใช้ชีวิตประจำวันในการไขว่ขว้าอำนาจภายนอก อำนาจภายนอกที่พาเราไปไกลจากความอ่อนโยนพื้นฐาน ความรักที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ ใจที่เปิดกว้าง และไม่พยายามใดใดให้ใครเห็นเรา

“เพราะโดยธรรมชาติ เราเห็นและถูกเห็นอยู่แล้วโดยตัวของมันเอง”

เรารู้สึกถึงมันได้เมื่อดอกไม้บาน น้ำค้างบนใบใม้ แม่คลอดลูก เห็นหน้าลูกครั้งแรก นั่งมองพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป ความเมตตากรุณาที่เกิดขึ้นในใจ ความอดทนอดกลั้น น้ำตาที่หลั่งออกมาเมื่อรับรู้ถึงความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์

ที่มาภาพ: Joe จาก Pixabay

เราเชื่อในอำนาจภายนอกมากเกินไป โครงสร้างสังคมของเราก็ส่งเสริมผู้มีอำนาจให้ใช้อภิสิทธิ์ได้โดยง่าย โดยเฉพาะ คนที่มีอำนาจภายนอกที่เห็นเด่นชัด เช่น ยศฐาบรรดาศักดิ์ ชาติตระกูล ความร่ำรวย ความมีชื่อเสียง ตลอดจน อาชีพ หน้าตา การงาน เพศและ การศึกษา เราเรียนรู้เรื่องอำนาจจากโครงสร้างภายนอกของสังคมอย่างเดียว

เราทำงานหาเงินก็เพื่อที่เราจะมีอำนาจมากขึ้น

เราพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้มาซึ่งอำนาจที่เหนือกว่า

ในโลกทุนนิยม ในโลกที่เปิดกว้างสำหรับทางเลือกที่หลากหลาย เราซ่อนความเปราะบางของเราเอง เราใช้อำนาจภายใต้หน้ากากและบทบาทหน้าที่ของเรา บางทีเราใช้มันพร่ำเพรือเพื่อที่จะได้มีสิทธิ์ที่เหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นการลัดคิวฉีดวัคซีน จ่ายพิเศษเพื่อให้ลูกได้เรียนที่ดีกว่า มองข้ามมนุษย์ที่ไม่เป็นประโยชน์กับเรา และพร้อมจะเหยียบหัวคนคนนั้นเพื่อให้ได้มาเพื่อความสุขสบายส่วนตัวเล็กๆน้อยๆ ที่ไม่ได้ยั่งยืนอะไร

การส่งเสริมวัฒนธรรมการใช้อำนาจ การตั้งตัวเป็นผู้มีอำนาจ มีสิทธิ์พิเศษ ไม่เป็นประโยชน์ใดใดกับโลกใบนี้ รังแต่จะยืดระยะการส่งทอดอำนาจต่อไป ไม่ว่าเราจะเป็นเฟมินิสต์ เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ เป็นชายเป็นใหญ่ เป็นคนชายขอบ เป็นเควียร์ เป็นหญิงรักหญิง เป็นอะไรก็ตามที่เราเชื่อให้ชีวิตพาเราให้เป็น เราหลงลืมอำนาจพื้นฐานของเรา อำนาจที่ฝังลึกลงไปในรากของเรา ในชีวิตที่เราเกิดมา

ที่มาภาพ : Pixabay

เราจะค้นพบอำนาจภายในได้ก็ต่อเมื่อเราไม่มองไปที่ภายนอก อำนาจที่เราไม่ต้องสร้างขึ้นมา อำนาจที่เราไม่ต้องไขว่คว้า อำนาจที่มีอยู่แล้วในตัวเรา อำนาจเช่นนั้นไม่ได้มาจากการเรียกร้องสิทธิ์ ไม่ได้มาจากการแก่งแย่งแข่งขัน ไม่ได้มาจากการต่อสู้กลับเพราะเรารู้สึกด้อยค่า แต่มาจากการคืนอำนาจให้กับตัวเรา อำนาจพื้นฐานที่มีอยู่แล้วในตัวเรา อำนาจที่เราจะได้เมื่อเราหลับตาลงและเชื่อมต่อกับโลกแห่งความมืดมิดเบื้องล่าง คือแหล่งพลังงานดิบเดิมอันศักดิ์สิทธิ์ที่เราเชื่อมต่อได้โดยไม่ต้องมีไม้เท้ากายสิทธิ์แสนแพงที่สั่งซื้อมาจากแดนไกล

“แหล่งอำนาจคือบ้านของเรา บ้านที่อยู่ไกลออกไปจากบ้าน และลึกลงไปในผืนดิน เป็นที่ที่เราปลดปล่อยตัวเราเองให้เป็นอิสระ และยอมให้เราจมลงไป เป็นที่ที่เราจะสามารถเห็นถึงทัศนียภาพของตัวเราทั้งหมดได้ เมื่อเราหลุดจากตัวตนที่ค่อยแต่พร่ำบ่น คอยระวังความปลอดภัย คอยรักษาความดีงาม เราปล่อยทุกอย่างไป…”

“…ปล่อยให้ตัวเราจมลงไป รู้สึกถึงความอ่อนล้าของข้อเข่า ร่างกายเราช่างหนักอึ้ง…

ปล่อยให้ตัวเราจมลงไปในผืนดิน ผืนดินที่สัมผัสมือทั้งสอง แขนทั้งสอง ใบหน้าของเรา

ปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างให้ผ่อนพักบนผืนดิน

เมื่อเราผ่อนคลาย เราเริ่มที่จะละลาย จางคลาย

ผิวหน้า กระดูก ดวงตา ทุกลมหายใจปล่อยลงไป ร่างกายไม่ได้อยู่กับเราอีกต่อไป

เราแค่พักพิงอยู่ในผืนดิน จบลงสู่ความมืดมิด บนหน้าอกอันอบอุ่นของแม่

ทุกๆอย่างที่เราเคยรู้ ทุกๆอย่างที่เราเคยเป็น

ทุกสิ่งทุกอย่างได้จากไปแล้ว ปล่อยมันไป

ไม่มีสิ่งใดที่เป็นเราอีกแล้ว มีแต่ความมืดที่ปกคลุมไปทั่ว…”

– แปลจากหนังสือ “Dreaming the Dark” by Starhawk